เคทีซีชวนคนไทยสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล รับมือ Phishing ยุค AI ก่อนเสียทั้งเงินและข้อมูล
ทุกครั้งที่คนไทยกดลิงก์จากข้อความ SMS กดรับเพื่อนจากบัญชีที่ไม่คุ้นเคย หรือรีบทำธุรกรรมเพราะกลัวพลาดสิทธิประโยชน์บางอย่าง อาจกำลังตกอยู่ในเกมจิตวิทยาที่มิจฉาชีพออกแบบไว้อย่างแยบยล เพราะในปัจจุบัน การหลอกลวงทางออนไลน์ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ใช้ความไว้วางใจของผู้คนเป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการเจาะระบบเสียอีก
ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center: ACSC) ระบุว่าในเดือนสิงหาคม 2569 มีการรับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์มากกว่า 21,000 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 828 ล้านบาท ขณะที่การหลอกลวงผ่านช่องทางดิจิทัลยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Safer Internet Lab ระบุว่าประเทศไทยมีผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์เฉลี่ยประมาณ 700 คดีต่อวัน โดยมิจฉาชีพเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างข้อความ เสียง ภาพ และวิดีโอปลอม ทำให้การหลอกลวงมีความสมจริงและแนบเนียนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา นอกจากความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายโดยตรงแล้ว อาชญากรรมออนไลน์ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อการใช้บริการดิจิทัล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้มุ่งโจมตีระบบเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หันมาโจมตีพฤติกรรมของผู้คนมากขึ้น ผ่านการสร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นความกลัว ความเร่งรีบ หรือความโลภ ไม่ว่าจะเป็นข้อความแจ้งระงับบัญชี พัสดุตกค้าง การคืนภาษี การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง จนหลายคนตัดสินใจโดยไม่ทันตรวจสอบ
“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรการเงินที่อยู่ใกล้ชิดกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการทำธุรกรรมของผู้บริโภคไทย มองว่าภัย Phishing ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน
การสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์เริ่มต้นจากภายในองค์กร เพราะเชื่อว่าก่อนจะส่งต่อความรู้สู่สมาชิกและสังคม บุคลากรขององค์กรต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ที่เข้มแข็งเสียก่อน จึงจัดให้มีการเรียนรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) และการป้องกันภัย Phishing ผ่านบทเรียนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมการทดสอบวัดความรู้ เพื่อให้พนักงานสามารถติดตามและรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรแล้ว เคทีซียังเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในองค์กร โดยบุคลากรจากหน่วยงานที่ดูแลด้านการป้องกันและตรวจสอบการทุจริต ผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดกรณีศึกษา และแนวโน้มอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อกระดับความพร้อมของพนักงานในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน
เมื่อรากฐานภายในองค์กรมีความแข็งแรง เคทีซีจึงต่อยอดองค์ความรู้สู่สมาชิกและประชาชนในวงกว้าง ผ่านบทความให้ความรู้บนเว็บไซต์เคทีซี ช่องทางโซเชียลมีเดีย และสื่อต่างๆ ขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ภัยออนไลน์ รูปแบบกลโกงที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงแนวทางป้องกันตนเองที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน เคทีซียังให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มิจฉาชีพมักเลือกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงผ่านการแอบอ้างตัวตน การปลอมแปลงข้อมูล หรือการใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มความน่าเชื่อถือในการติดต่อสื่อสาร เคทีซีจึงร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเงินและความปลอดภัยทางดิจิทัลผ่านกิจกรรมให้ความรู้และความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในโอกาสต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถรู้เท่าทันกลโกง รู้จักสังเกตสัญญาณเตือน และกล้าตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจทำธุรกรรม
เคทีซียังได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ กลไกการหลอกลวงรูปแบบใหม่ และแนวทางป้องกันความเสี่ยงในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะเคทีซีเชื่อว่าการป้องกันภัยออนไลน์ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคน ความรู้ และการสร้างวัฒนธรรมแห่งความระมัดระวังร่วมกันในสังคม
การสร้าง Financial Well-being จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการบริหารรายรับรายจ่ายหรือการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการปกป้องตนเองจากความเสี่ยงในโลกดิจิทัลด้วย เพราะในวันที่การหลอกลวงไม่ได้อาศัยการแฮกระบบเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ “ความไว้วางใจ” เป็นช่องทางเข้าถึงเหยื่อ ความรู้และการรู้เท่าทันจึงกลายเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด และเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่จะช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

