- Key highlights
- เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 6.2% ในปี 2026 จาก 7.1% ในปี 2025 ตามแรงกดดันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ อุปสงค์โลกที่อ่อนแอลง ความเสี่ยงจากมาตรการภาษี และข้อจำกัดภายในประเทศ
- ความสามารถในการรับมือของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกัน เวียดนามมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้บางส่วน
- ความเสี่ยงด้านต่ำยังอยู่ในระดับสูง ทั้งเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัว ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีน และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะต่อเวียดนามและกัมพูชา
- การเกินดุลการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการส่งออกชะลอตัวมากกว่าการนำเข้าที่ยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จากเวียดนาม
- การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV อาจชะลอลงในระยะสั้น แต่ CLMV ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาคมากขึ้น
เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกที่แตกต่างกัน
SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวที่ 6.2% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 7.1% ในปี 2025 โดยเป็นการชะลอตัวในวงกว้างครอบคลุมทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชาคาดว่าจะขยายตัว 3.7% ลดลงจาก 5.3% ในปี 2025 สปป.ลาว 4.1% จาก 4.8% ปีก่อน เวียดนาม 7.1% จาก 8.0% ปีก่อน และเมียนมา 2.6% จาก 3.4% ปีก่อน
การชะลอตัวของเศรษฐกิจ CLMV สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายมากขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง และส่งผลให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินล่าช้า ซึ่งจะกดดันอุปสงค์ภายในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตในประเทศเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะต่อเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง
ปัจจัยสนับสนุนเฉพาะของแต่ละประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจ CLMV ยังมีแนวโน้มชะลอลง โดยเวียดนามยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค ขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาจะพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อบรรเทาแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง
เศรษฐกิจเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตได้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม CLMV โดยได้รับแรงหนุนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ภาคการท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวดี เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงทำให้เวียดนามยังคงความเปราะบางต่ออุปสงค์โลกที่ชะลอลง ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301
เศรษฐกิจกัมพูชา มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาก จากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเบาที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ เช่น สิ่งทอ การส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ[TC1] จะช่วยรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก รวมถึงความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นได้
เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเงินกีบที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การส่งออกไฟฟ้าและภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ขณะที่หนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและพื้นที่เชิงนโยบายที่จำกัด ทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังคงเปราะบาง
เศรษฐกิจเมียนมา มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง แม้ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากอุปสงค์ต่างประเทศ การส่งออกแร่หายาก และการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ
นัยต่อประเทศไทย : ไทยมีแนวโน้มเกินดุลการค้ากับ CLMV ลดลง และเลือกลงทุนอุตสาหกรรมศักยภาพมากขึ้น
การเกินดุลการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มลดลงในปี 2026 โดยการส่งออกไทยไปตลาดนี้อาจชะลอตามอุปสงค์ในภูมิภาคที่อ่อนแอและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าจากกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จากเวียดนาม เช่น คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร
ขณะที่การลงทุนทางตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มชะลอลง จากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน และมุ่งเลือกลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม CLMV ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภาคธุรกิจไทยในระยะยาว จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต ศักยภาพด้านการส่งออกของ CLMV ไปยังตลาดต่างประเทศ และบทบาทในการเชื่อมโยงกับตลาดภายในภูมิภาค
หมายเหตุ : เพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารจึงของดแนบลิงก์ หรือ URL ในช่องทางอีเมล เว้นแต่กรณีที่ลูกค้าร้องขอเป็นรายครั้ง
ท่านสามารถรับชมบทวิเคราะห์ฉบับเต็มรูปแบบ PDF จำนวน 33 หน้า
ได้ที่เว็บไซต์ SCBEIC.COM (โดยเติม “WWW.” ก่อนชื่อโดเมนเว็บไซต์)

