ในสายตาของคนทั่วไป หนี้ไม่ถึง 100,000 บาทอาจดูเป็นเงินจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับหนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้ธุรกิจมูลค่าหลายล้านบาท หลายคนจึงเชื่อว่า หากลูกหนี้มีความตั้งใจจริงก็น่าจะทยอยชำระและจัดการปัญหาได้ไม่ยาก
แต่ในชีวิตจริง หนี้ก้อนเล็กอาจกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อหนี้ก้อนนั้นเปลี่ยนสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL และติดค้างอยู่ในระบบเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ ลูกหนี้บางคนไม่ได้หยุดชำระ เพราะไม่ต้องการรับผิดชอบ แต่อาจเกิดจากตัวแปรหลายปัจจัย อาทิ ตกงาน รายได้ลดลง ธุรกิจสะดุด เจ็บป่วย หรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเข้ามาในช่วงเวลาที่เปราะบาง เมื่อรายได้ที่เคยพอดีกับรายจ่ายหายไป การชำระขั้นต่ำเพียงไม่กี่พันบาทก็อาจกลายเป็นภาระที่เกินกำลัง
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “เป็นหนี้เท่าไร” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นว่า หนี้ก้อนนั้นกำลังปิดโอกาสอะไรในชีวิตของลูกหนี้อยู่บ้าง
หนี้ไม่ถึงแสน แต่ปิดประตูได้หลายบาน
เมื่อบัญชีสินเชื่อกลายเป็น NPL ผลกระทบไม่ได้จบอยู่ที่การถูกติดตามทวงถาม หรือมีดอกเบี้ยค้างชำระเพิ่มขึ้นเท่านั้น ประวัติการชำระหนี้ที่มีปัญหายังทำให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประชาชนที่ต้องการเงินทุนเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในการดำรงชีวิต หรือประกอบอาชีพ เช่น ซ่อมรถที่ใช้ทำงาน ซื้ออุปกรณ์ประกอบอาชีพ หรือจัดการค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ฯลฯ อาจเข้าไม่ถึงสินเชื่อสถาบันการเงินในระบบ บางคนจึงต้องหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าและอาจทำให้ปัญหาหนี้ขยายตัวออกไปอีก ดังนั้น จึงกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า หนี้ก้อนเล็กไม่ได้เป็นเพียงยอดตัวเลขที่ค้างอยู่ในบัญชี แต่สามารถกลายเป็นข้อจำกัดต่อการทำงาน การสร้างรายได้ และการกลับมาตั้งหลักในชีวิต
นี่คือเหตุผลที่การแก้ปัญหาหนี้รายย่อยไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เท่านั้น เพราะเมื่อลูกหนี้จำนวนมากติดอยู่ในภาวะเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวจึงย่อมส่งผลต่อกำลังซื้อ ความสามารถในการประกอบอาชีพ และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ในระยะแรกครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 1.2 ล้านราย หรือราว 1.6 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ยอดหนี้ต่อรายจะไม่สูง แต่เมื่อรวมกันแล้ว หนี้รายย่อยคือปัญหาขนาดใหญ่ที่ต้องการกลไกจัดการอย่างเป็นระบบ

จากการบริหารหนี้ สู่การคืนโอกาส
การเกิดขึ้นของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงน่าสนใจตรงที่เปลี่ยนมุมมองจากการเร่งเรียกเก็บหนี้ มาเป็นการจัดโครงสร้างใหม่เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสชำระได้จริง เนื่องจากโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคสถาบันการเงิน และ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM โดยใช้กลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้ามารับซื้อหนี้รายย่อยจากสถาบันการเงิน ก่อนนำมาปรับโครงสร้างด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากขึ้น
ภายใต้บทบาท “SAM Social AMC” หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการช่วยให้ลูกหนี้หลุดจากสถานะ NPL ได้เร็วขึ้น มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อในอนาคต ทั้งนี้ การปิดหนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกหนี้จะได้รับสินเชื่อใหม่ทันที เพราะสถาบันการเงินยังต้องประเมินรายได้ ความสามารถชำระหนี้ และปัจจัยเสี่ยงอื่นประกอบด้วย
หัวใจสำคัญของแนวทางนี้ คือ การยอมรับว่าลูกหนี้แต่ละคนมีความสามารถในการชำระไม่เท่ากัน การปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องมีทางเลือกที่สอดคล้องกับสภาพการเงินจริง แทนการใช้เงื่อนไขเดียวกับทุกคน

กลุ่มเป้าหมายคือใคร
โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา มีหนี้เสียรวมทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 หนี้ที่อยู่ในขอบเขตการดำเนินงานของ SAM ในระยะแรก ส่วนใหญ่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงยอดหนี้ส่วนที่ยังเหลืออยู่ภายหลังการจัดการทรัพย์หลักประกัน หรือที่เรียกกันว่า “ติ่งหนี้” โดยต้องมีสถานะค้างชำระเกินกว่า 90 วันตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ การกำหนดเพดานหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการเลือกช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ยอดหนี้เหลือไม่สูงมาก และมีโอกาสปิดจบได้ หากได้รับการลดภาระและมีแผนชำระที่เหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้บัญชีเหล่านี้ค้างอยู่ในระบบไปเรื่อย ๆ แนวทางดังกล่าวพยายามสร้างจุดสิ้นสุดที่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้มองเห็นร่วมกัน

2 ทางเลือก ตามกำลังที่แตกต่างกัน
โครงการนี้เปิดทางให้ลูกหนี้เลือกแนวทางชำระหนี้ตามความสามารถของตนเอง 2 รูปแบบ ดังนี้
- ทางเลือกแรก คือ “จ่าย ปิด จบ” เหมาะกับผู้ที่สามารถรวบรวมเงินก้อนเพื่อชำระและปิดบัญชีได้ โดยเงื่อนไขที่ SAM ประชาสัมพันธ์สำหรับโครงการกำหนดให้ลดเงินต้น 50% หากชำระภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569
- ทางเลือกที่สอง คือ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเงินก้อน แต่ยังมีรายได้เพียงพอสำหรับการทยอยชำระ โดยลดเงินต้น 30% หรือจ่ายเพียง 70% ของเงินต้น ไม่มีดอกเบี้ย โดยจำนวนงวดการผ่อนชำระขึ้นอยู่กับวันที่เริ่มเข้าร่วมโครงการ สามารถผ่อนชำระได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2572
ความสำคัญของทางเลือกทั้งสองไม่ได้อยู่ที่ส่วนลดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ลูกหนี้เห็นตัวเลขปลายทางอย่างชัดเจนว่า ต้องจ่ายเท่าไร นานเพียงใด และเมื่อปฏิบัติตามแผนครบแล้ว บัญชีหนี้จะสิ้นสุดลงอย่างไร ต้องยอมรับว่า สำหรับคนที่อยู่กับหนี้มาหลายปี ความชัดเจนเช่นนี้อาจมีความหมายมาก เพราะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกจาก “หนี้ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อไร” ให้กลายเป็นแผนทางการเงินที่สามารถจัดการได้ทีละขั้น
ทำไมการมีโครงการยังไม่เพียงพอ
แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือ แต่ความท้าทายสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ลูกหนี้รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ และกล้าเข้าสู่กระบวนการแก้ไขหนี้
เนื่องจากในทางปฏิบัติ ลูกหนี้จำนวนหนึ่งหลีกเลี่ยงการติดต่อกับเจ้าหนี้เพราะกลัวการถูกตำหนิ กลัวเงื่อนไขที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือไม่เข้าใจขั้นตอนทางการเงินและกฎหมาย บางคนเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่ ทำให้ไม่ทราบว่าหนี้ถูกโอนไปยังหน่วยงานใดแล้ว นอกจากนี้ อีกกลุ่มหนึ่งอาจทราบว่ามีโครงการ แต่ไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี หรือผู้ที่กังวลเรื่องการกรอกข้อมูลส่วนตัว
SAM จึงเริ่มขยายการทำงานจากระบบออนไลน์ไปสู่โมเดล “ปิดหนี้ไวใกล้บ้าน” โดยร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เปิดจุดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบสิทธิ์ ลงทะเบียน และปรึกษาเจ้าหน้าที่โดยตรง
จากกิจกรรมนำร่องร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 20–21 มิถุนายน 2569 มีผู้เข้ามาตรวจสอบสิทธิ์ รับคำปรึกษา และเข้าร่วมโครงการ 195 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 2.2 ล้านบาท ในจำนวนนี้ร้อยละ 60 มีอายุระหว่าง 31–50 ปี และหนี้มากกว่าร้อยละ 70 เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหนี้ต่ำแสนไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ไม่มีรายได้เท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับคนวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจด้วย ([SAM][5])
การเข้าถึงลูกหนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแก้หนี้ ไม่ต่างจากการออกแบบเงื่อนไขทางการเงิน เพราะต่อให้มีมาตรการที่ดีเพียงใด หากลูกหนี้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าไม่ถึง มาตรการนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตของใครได้จริง

การปิดหนี้ไม่ใช่การลบอดีต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือ การปรับโครงสร้างหรือปิดบัญชีหนี้ไม่ได้ทำให้อดีตทางการเงินหายไปในทันที และไม่ได้เป็นใบรับประกันว่า ลูกหนี้จะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ทันทีหลังชำระเสร็จ เพียงแต่การนำหนี้ที่ค้างอยู่เข้าสู่กระบวนการ การปฏิบัติตามข้อตกลง และการปิดบัญชีสำเร็จย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าการปล่อยให้หนี้เสียค้างอยู่โดยไม่มีแผนจัดการ
การเริ่มต้นใหม่ทางการเงินจึงไม่ได้หมายถึงการลืมความผิดพลาดเดิม แต่หมายถึงการเปลี่ยนอดีตให้กลายเป็นบทเรียน และสร้างพฤติกรรมทางการเงินชุดใหม่ขึ้นมาแทน ลูกหนี้ที่ได้รับโอกาสจึงควรใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนรายรับรายจ่าย แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากความต้องการ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่เกินความสามารถ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการปิดบัญชีหนึ่งใบ แต่คือการไม่กลับไปติดอยู่ในวงจรเดิมอีกครั้ง
ระวังมิจฉาชีพในวันที่ต้องการความช่วยเหลือ
เมื่อโครงการช่วยเหลือหนี้ได้รับความสนใจ มิจฉาชีพย่อมอาศัยความกังวลและความหวังของลูกหนี้เป็นช่องทางหลอกลวง โดยอาจแอบอ้างชื่อองค์กร ใช้โลโก้ที่คล้ายกัน หรือติดต่อให้โอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ SAM ระบุว่า ช่องทาง LINE Official Account สำหรับโครงการ คือ @samsocialamc ชื่อบัญชี “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ต้องมีเครื่องหมายบัญชีรับรองโล่สีน้ำเงิน และแสดงชื่อผู้ให้บริการว่า “SAM-SocialAmc” ตรงตามตัวอักษร
ผู้ที่ไม่สะดวกใช้ระบบออนไลน์สามารถติดต่อ SAM Contact Center หมายเลข 1443 กด 6 โดยการตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนไม่มีค่าใช้จ่าย
ลูกหนี้ไม่ควรโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำแนะนำของผู้ที่ติดต่อมาทางช่องทางส่วนตัวโดยยังไม่ได้ตรวจสอบ และควรยืนยันข้อมูลกับเว็บไซต์หรือหมายเลขโทรศัพท์อย่างเป็นทางการทุกครั้ง
หนี้ก้อนเล็ก อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
บทบาทของ SAM Social AMC สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวิธีคิดเรื่องการบริหารหนี้ จากเดิมที่มุ่งจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการชำระหนี้ ความสามารถของลูกหนี้ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพราะเมื่อคนหนึ่งคนสามารถปิดบัญชีหนี้กลับมาจัดการรายได้ และวางแผนชีวิตได้ใหม่ ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับลูกหนี้เพียงคนเดียว แต่ยังส่งต่อไปถึงครอบครัว สถานที่ทำงาน ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อของประชาชน
หนี้ไม่ถึง 100,000 บาทจึงอาจเป็น “หนี้ก้อนเล็ก” ในทางบัญชี แต่เป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของคนคนหนึ่งได้ ดังนั้น การเปิดทางให้ลูกหนี้กลับมารับผิดชอบภายใต้เงื่อนไขที่เป็นไปได้จึงไม่ใช่การยกหนี้ให้โดยปราศจากวินัย แต่คือการสร้างสะพานระหว่างความผิดพลาดในอดีตกับโอกาสเริ่มต้นใหม่ และการปิดบัญชีเพียงหนึ่งบัญชีก็อาจเป็นการเปิดประตูชีวิตอีกหลายบานพร้อมกัน
ลูกหนี้ไม่ควรโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำแนะนำของผู้ที่ติดต่อมาทางช่องทางส่วนตัวโดยยังไม่ได้ตรวจสอบ และควรยืนยันข้อมูลกับเว็บไซต์หรือหมายเลขโทรศัพท์อย่างเป็นทางการทุกครั้ง
หนี้ก้อนเล็ก อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
บทบาทของ SAM Social AMC สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญในวิธีคิดเรื่องการบริหารหนี้ จากเดิมที่มุ่งจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการชำระหนี้ ความสามารถของลูกหนี้ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพราะเมื่อคนหนึ่งคนสามารถปิดบัญชีหนี้กลับมาจัดการรายได้ และวางแผนชีวิตได้ใหม่ ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับลูกหนี้เพียงคนเดียว แต่ยังส่งต่อไปถึงครอบครัว สถานที่ทำงาน ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อของประชาชน
หนี้ไม่ถึง 100,000 บาทจึงอาจเป็น “หนี้ก้อนเล็ก” ในทางบัญชี แต่เป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของคนคนหนึ่งได้ ดังนั้น การเปิดทางให้ลูกหนี้กลับมารับผิดชอบภายใต้เงื่อนไขที่เป็นไปได้จึงไม่ใช่การยกหนี้ให้โดยปราศจากวินัย แต่คือการสร้างสะพานระหว่างความผิดพลาดในอดีตกับโอกาสเริ่มต้นใหม่ และการปิดบัญชีเพียงหนึ่งบัญชีก็อาจเป็นการเปิดประตูชีวิตอีกหลายบานพร้อมกัน

