ท่ามกลางโลกที่ดูเหมือนจะผลักให้ทุกคนต้องวิ่งเร็วขึ้น กลุ่มธุรกิจ TCP เชื่อว่าพลังคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงล้วนเป็นโอกาสให้เราเติบโตไปข้างหน้า และคือโอกาสในการพัฒนาตัวเองในแบบที่คุณเป็น TCP จึงได้ร่วมกับ ThinkFest สนับสนุนกิจกรรม RoundShare #5 วงสนทนาพิเศษที่จัดโดย “นิ้วกลม” หรือคุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ภายใต้หัวข้อ “ยุคนี้อยู่ยากแบบไหน คุณปลุกพลังตัวเองอย่างไร เพื่อไปต่อ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วม 28 ชีวิตจากหลากหลายอาชีพและหลากหลายช่วงวัย ได้ล้อมวงแบ่งปันเรื่องราวชีวิต รับฟังกันและกันโดยไม่ตัดสิน และร่วมค้นหาพลังบางอย่างที่ยังซ่อนอยู่ในตัวเอง
กิจกรรมนี้ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญมาบอกวิธีใช้ชีวิต และไม่มีสูตรสำเร็จให้เดินตาม หากเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พูด รับฟัง และทบทวนตัวเองผ่านเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งในโลกปัจจุบันอาจเป็นสิ่งที่หาได้ยากกว่าคำตอบเสียอีก
เมื่อความเหนื่อยล้ากลายเป็นประสบการณ์ร่วมของผู้คน
คำถามแรกที่ถูกโยนเข้าสู่วงสนทนาคือ “เราใช้พลังไปกับเรื่องอะไรมากที่สุด” คำตอบที่ปรากฏ ฉายภาพการดิ้นรนของผู้คนในยุคสมัยนี้ได้อย่างชัดเจน หลายคนยอมรับว่ากำลังเหนื่อยกับความเร็วของโลก เหนื่อยกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหนื่อยกับการพยายามตามให้ทันสิ่งใหม่ ๆ และกังวลว่าหากหยุดเมื่อไรอาจตนเองอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
บางคนเหนื่อยกับการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโลกโซเชียล เหนื่อยกับมาตรฐานของความสำเร็จที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าคำว่า “พอ” อยู่ตรงไหน ขณะที่อีกหลายคนค้นพบว่า ความเหนื่อยที่ลึกที่สุดไม่ใช่เรื่องงานหรือเรื่องเงิน แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า ยิ่งเราวิ่งไล่ตามความสำเร็จ เรากลับยิ่งถอยห่างจากความเป็นตัวเอง จนพวกเขาเริ่มจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร หรือกำลังใช้ชีวิตไปเพื่อใครกันแน่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ปัญหาของแต่ละคนจะมีหน้าตาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนต่างกำลังต่อสู้อยู่นั้นคล้ายคลึงกัน นั่นคือโจทย์ที่ว่าเราจะรักษาตัวตนของเราไว้ได้อย่างไร ในวันที่โลกพยายามผลักให้เราเป็นอย่างอื่นอยู่ตลอดเวลา

ภายใต้ความเหนื่อยล้า ยังมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่
คุณนิ้วกลมได้ตั้งคำถามชวนคิดให้กับคนในวงสนทนาอีกครั้งว่า “ภายใต้ความเหนื่อยล้าที่เราต้องเผชิญ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง” ผู้เข้าร่วมหลายคนค้นพบว่า แม้ “ความคาดหวัง” ทั้งที่เกิดขึ้นจากตัวเองและจากคนรอบข้างจะทำให้พวกเขาเหนื่อย ในขณะเดียวกัน ความเหนื่อยเหล่านั้นก็สอนให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่า ไม่มีใครสามารถควบคุมทุกอย่างได้
หลายคนเป็นเสาหลักของครอบครัว แบกรับภาระและความรับผิดชอบจำนวนมาก แม้จะกังวลกับภาวะเศรษฐกิจและอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้คือ การวางแผนชีวิตอย่างมีสติ และการหันกลับมาดูแลตัวเอง เพราะหากเราไม่เหลือแรงดูแลตัวเอง ก็ยากที่จะดูแลคนที่เรารักได้เช่นกัน ขณะที่บางคนได้ตกผลึกว่าการยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่ง หรือเข้มแข็งตลอดเวลา กลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม
ในความเหนื่อยนั้นมีความหมาย
หนึ่งในช่วงเวลาที่ทรงพลังที่สุดของวงสนทนา คือการแบ่งปันถึงสิ่งที่ช่วยประคับประคองให้ผู้ร่วมวงสนทนาสามารถเดินไปต่อได้ ซึ่งผู้ร่วมวงได้แบ่งปันเรื่องราวในช่วงที่ตนเองตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถตอบคำถามกับตัวเองได้ว่า เขามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร จนกระทั่งได้ค้นพบว่าความสุขที่ช่วยประคองให้เขาอยากไปต่อนั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อที่เขาจะสามารถนำความรู้และความชำนาญในสาขาอาชีพที่ตนเองทำอยู่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนในชุมชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีการแชร์มุมมองเพิ่มว่าผู้คนมักมองความเหนื่อยล้าเท่ากับความทุกข์ แต่หากเรามองเห็นได้ว่าวันนี้เราเหนื่อยไปเพื่ออะไร เช่น เพื่อผลการเรียนที่ดีขึ้น เพื่อความสำเร็จในอนาคต เพื่อตนเองและคนที่รักจะมีชีวิตที่มีความสุข ความเหนื่อยที่มีปลายทางก็มีความหมายมากขึ้น และก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราลุกขึ้นเดินต่อได้อย่างดีอีกด้วย
มนุษย์ทุกคนมี “แสง” และ “พลัง” อยู่ในตนเอง
เมื่อวงสนทนาเดินทางมาถึงคำถามสุดท้ายว่า “ในวันที่เหนื่อย เราจะบอกอะไรกับตัวเองให้ไปต่อ” คำตอบที่เกิดขึ้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด บางคนบอกตัวเองว่า “แล้วมันก็จะผ่านไป” บางคนเตือนตัวเองว่า “เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยแล้วค่อยเดินต่อ” บางคนเลือกยึดมั่นกับการมีสติ ยอมรับความจริง และอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น ขณะที่หลายคนค้นพบว่า คนที่จะดึงตัวเองขึ้นมาได้ในวันที่ยากที่สุด ก็คือตัวเราเอง พลังที่เราตามหาอาจไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ในความเข้าใจตัวเอง การยอมรับตัวเอง และการเชื่อมั่นว่าแม้วันนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็ผ่านเรื่องราวมากมายมาจนถึงวันนี้ได้แล้ว ในขณะเดียวกัน หลายคนย้ำเตือนตัวเองว่า นอกจากจะไม่ลืมใจดีกับตัวเองกับตัวเองแล้ว เราควรต้องไม่หลงลืมสังเกตและโอบกอดคนรอบข้างของเราด้วย เพื่อสร้างพลังบวกดีๆ ให้แก่กันและกัน
คุณนิ้วกลม ได้สะท้อนบทเรียนจากวงสนทนาครั้งนี้ไว้ว่า “โลกยุคนี้อยู่ยากขึ้นจริงๆ มนุษย์แต่ละคนกำลังเผชิญปัญหาที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เราได้รับรู้และมองเห็นได้ก็คือ แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนมี “แสง” และ “พลัง” อยู่ในตนเอง เราอาจลืมมันไปในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยเมฆหมอก แต่หากมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าเราเคยผ่านเรื่องยากมาหลายครั้งแล้ว อย่าลืมดึงพลังนั้นกลับมาใช้กับเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ เพราะเบื้องหลังเมฆครึ้มยังมีแสงสว่างเสมอ”
“ปลุกพลัง ผู้คน ให้ไปต่อ”
ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย และผู้คนกำลังมองหาวิธีเติบโตและก้าวต่อไปในแบบของตัวเอง กลุ่มธุรกิจ TCP เชื่อว่า “พลังของคน” คือจุดเริ่มต้นของทุกการเปลี่ยนแปลง ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา TCP ไม่เคยหยุดพัฒนา เพราะเชื่อว่าโลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความตั้งใจในการ “ปลุกพลัง ผู้คน ให้ไปต่อ” ด้วยแนวคิดเดียวกันนี้ TCP จึงร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านเทศกาล ThinkFest ไม่ว่าจะเป็น TCP Pop-Up Station ให้เติมความสดชื่นจากเครื่องดื่มภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP ทั้ง 3 วัน ควิซ “เช็คพลัง…ให้ไปต่อ” เพื่อค้นหาว่า อะไรคือพลังที่ทำให้คุณไปต่อในทุกวันไป และการส่งต่อพลังผ่านข้อความปลุกพลัง Sharing Wall by TCP จนถึง วงสนทนา RoundShareXTCP ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้แบ่งปันเรื่องราว รับฟัง และเรียนรู้จากกันและกัน เพราะ TCP และ ThinkFest เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากผู้คนที่ค้นพบพลังในตัวเอง และเลือกส่งต่อพลังนั้นให้คนรอบข้าง เมื่อคนหนึ่งลุกขึ้นได้ ก็อาจช่วยให้อีกคนก้าวต่อได้เช่นกัน และเมื่อพลังเล็ก ๆ เหล่านี้เชื่อมโยงถึงกัน ก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ขยายออกไปได้ไกลกว่าตัวเราเอง

