ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีและสินค้าเกษตรไทย

Key Highlights:

• ไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจากสงครามตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมด โดยราว 2 ใน 3 เป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ยเพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิต อีกทั้งไทยยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึง 34% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด

Krungthai COMPASS ประเมินว่า สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 2569) จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีของไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

1) ด้านอุปทาน หากไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ คาดว่าจะทำให้ไทยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 2

) ด้านต้นทุนและกำไร คาดว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 40% ซึ่งหากผู้ผลิตปุ๋ยเคมีส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายได้จำกัดเพียง 40% คาดว่าจะทำให้ Spread ติดลบ 619 บาทต่อตัน ขณะที่ Spread เฉลี่ยในช่วงปี 2566-2568 อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัน

3) ด้านอุปสงค์ ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกดดันรายได้ของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทย

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง โดยสินค้าเกษตรที่กระทบมากสุด ได้แก่ ข้าว โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรวมมีแนวโน้มลดลงราว 0.7 ล้านตัน หรือราว 2% ของผลผลิตข้าวเปลือกรวมทั้งปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลกระทบจากผลผลิตข้าวเปลือกรวมที่ลดลงสูงถึงราว 5.9 พันล้านบาท