ดร. เปิ้ล นันทนุช สุวรรนาวุธ นักพัฒนาสังคมชำนาญการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเป็นคนพิการทางการมองเห็น โดยในวัยเด็กเธอเคยผจญกับโรคภัยอย่างโรคต้อกระจก ซึ่งจะต้องผ่าตัดตั้งแต่อายุเพียง 2 เดือน แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต่อมาเมื่ออายุได้ประมาณ 11 ปี จากโรคต้อกระจกก็กลายเป็นโรคต้อหินแบบเฉียบพลันส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นและกลายเป็นคนพิการทางการเห็นทันที
จากจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ต้องกลายเป็นคนพิการทางการเห็น ทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร จากการใช้ชีวิตและเรียนในโรงเรียนปกติทั่วไปก็ต้องเข้าสู่การเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอด ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนหนังสือที่ต่างจากคนทั่วไป ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ การเรียนอักษรเบรลล์ รวมถึงการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ทำให้สามารถเข้ากับเพื่อนได้ดีมากกว่าผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่อาจจะมีความยากในการปรับตัวอยู่พอสมควร เพราะบนเส้นทางของคนพิการไม่ได้ง่าย แต่ถ้ามีความพยายาม และได้รับโอกาสดีๆ ก็ทำให้ประสบความสำเร็จ สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ได้เช่นกัน
นี่คือ ความในใจที่ ดร. เปิ้ล นันทนุช สุวรรนาวุธ บอกกล่าวถึงการกล่าวข้ามความท้าทายของเธอเอง และได้เป็น “บุคคลต้นแบบคนพิการ”

ท่ามกลางความยากลำบากเช่นนี้สามารถ “ก้าวข้ามความพิการ” ได้อย่างไร
ในช่วงชีวิตตั้งแต่เริ่มเป็นคนพิการทางการเห็น มีอุปสรรคมากมายที่เราไม่สามารถทำได้ แม้ว่าจะทำความเข้าใจแล้วก็ยังควบคุมไม่ได้ จนในบางครั้งการจัดการกับอุปสรรค แต่เราก็ต้อง “ก้าวข้ามความพิการ” ให้ได้
เพราะเมื่อถ้าเราพยายามแล้วก็ยังไม่สามารถทำได้ ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเท่าที่เราทำได้ เพราะถ้าเราไม่ปล่อยวาง ยังเก็บมาคิดก็จะทำให้เราเครียดและเสียสุขภาพจิตไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ซึ่งอะไรที่เราควบคุมไม่ได้ก็แค่ก้ามข้ามไป เพื่อชีวิตที่มีความสุขขึ้น”
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนพิการประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในสังคมได้นั้น ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมในหลายด้าน ทั้งความรู้และศักยภาพการดำรงชีวิตอยู่ เช่น ถ้ามีความรู้ไม่เพียงพอต้องหาความรู้เพิ่มเติม การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ การใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยทำให้เข้าถึงเอกสาร ได้มากขึ้น ต้องพัฒนาตนเอง ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เปิดรับอะไรใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ คนพิการก็ต้องพึ่งพาองค์กรคนพิการที่มีการจัดอบรมเฉพาะทางมีการสื่อสารกับกลุ่มคนพิการ เพื่อทำตัวเองไม่ให้เป็นน้ำเต็มแก้ว ต้องหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องถ่ายทอดให้คนอื่นได้เรียนรู้ด้วย มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ช่วยตัวเองทำให้ประสบความสำเร็จ จนสามารถคว้าปริญญา 5 ใบ มาครอบครอง”
คนพิการทุกคนควรมีมุมมองเพื่อสร้างพลังบวกให้กับตนเองอย่างไร
อย่ามองที่ข้อจำกัดของตนเอง แต่ต้องก้าวข้ามอุปสรรคและมองไปข้างหน้า ต้องพัฒนาตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ ไม่ต้องท้อ คนพิการทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง ให้ลองมองหาสิ่งที่เราทำได้ ซึ่งคนพิการทำได้ทุกอย่างและทำได้หลายอย่าง
แต่เราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร แล้วหาข้อมูลเตรียมความพร้อมให้กับตนเอง แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลได้อย่างไร ก็ปรึกษาจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ สมาคม องค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐ ที่ค่อยสนับสนุนงานด้านคนพิการ อาทิ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่สนับสนุนให้คนพิการทั่วประเทศเกิดกำลังใจในการใช้ชีวิต สร้างอาชีพ ดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ”